มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้ชายและอันดับ 3
ในผู้หญิงรองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมตามลำดับ สามารถแบ่งชนิด
ของมะเร็งตับได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่
1. Hepatocellular carcinoma หรือมะเร็งของเซลล์ตับ เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด มากกว่าร้องละ 70-80 ของมะเร็งตับ
2. Cholangiocarcinoma หรือมะเร็งท่อน้ำดี เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ท่อน้ำดี พบได้บ่อยในผู้ป่วยแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งชนิดนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีพยาธิใบไม้ในตับ นิ่วในถุงน้ำดี พบประมาณร้อยละ 10-20% ของมะเร็งตับ
3. Angiosarcomas หรือ hemangiosarcomas หรือมะเร็งเส้นเลือดในตับ เกิดจากเซลล์หลอดเลือดในตับ พบมากในผู้ป่วยที่สัมผัส
สารเคมีจำพวก vinyl chloride หรือ thorium dioxide ที่ใช้ในงานพลาสติก เป็นมะเร็งชนิดที่พบน้อย
4. Hepatoblastoma หรือมะเร็งของเซลล์ตับตัวอ่อน เป็นมะเร็งพบในเด็กเป็นส่วนใหญ่
นอกจากนี้ ยังสามารถแบ่งการเกิดของโรคมะเร็งตับ ได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
- มะเร็งปฐมภูมิ เป็นชนิดที่เกิดกับตับโดยตรงมักเกิดในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับมาก่อน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี
ประวัติเป็นโรคตับแข็ง มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบหรือเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ
- มะเร็งทุติยภูมิ เป็นมะเร็งที่ลุลามมาจากมะเร็งที่อวัยวะอื่น เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งปอด เป็นต้นมะเร็งที่เกิด
ในอวัยวะอื่นเมื่อถึงความรุนแรงระดับหนึ่งก็จะมีการกระจายมาตามหลอดเลือด หรือหลอดน้ำเหลือง แล้วมาเจริญเติบโตอยู่ในตับ
หมายเหตุ ในที่นี้จะกล่าวถึงมะเร็งตับปฐมภูมิชนิดที่เป็นมะเร็งเซลล์ตับเป็นหลัก เพราะพบได้บ่อยกว่ามะเร็งตับปฐมภูมิชนิดอื่นๆ
ดังนั้นคำว่ามะเร็งตับในที่นี้จึงหมายถึง “มะเร็งเซลล์ตับ”
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดมะเร็งตับ
1. ผู้ที่เคยเป็นโรคตับอักเสบอันเนื่องมาจากไวรัสตับอักเสบชนิด บี และ ซี พบว่าหากเป็นเรื้อรังจะพบว่ามีอัตราการเกิดมะเร็งตับสูง
2. ผู้ป่วยภาวะตับแข็ง ซึ่งอาจเกิดจากไวรัส หรือสาเหตุอื่นๆ โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ทุกวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายปี
3. การรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของสาร Aflatoxin ซึ่งเป็นสารที่ผลิตจากเชื้อราชนิดหนึ่ง มีมากในอาหารพวก ถั่ว
แป้งสาลี ข้าวโพด ข้าว พริกแห้ง ที่เก็บเอาไว้เป็นระยะเวลานานๆ และนำมารับประทานโดยไม่ผ่านความร้อน
4. ผู้ป่วยที่เป็นพยาธิใบไม้ในตับ ทำให้เกิดการอุดตันที่ท่อน้ำดีภายในตับ หรือมีการเพิ่มของเนื้อเยื่อพังผืดในท่อน้ำดีจากพยาธิ
ใบไม้ในตับ มักเป็นสาเหตุสำคัญเกิดมะเร็งท่อน้ำดี
5. การได้รับสาร vinyl chloride เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งเส้นเลือดในตับ
6. ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่พบได้ แต่ไม่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงชัดเจนมาก เช่น โรคเบาหวานที่มีไขมันสะสมในตับมาก การสูบบุหรี่ เป็นต้น
อาการและสัญญาณ
1. เบื่ออาหาร ท้องอืด จุกเสียด ท้องผูก ปวดแน่นท้องบริเวณด้านขวาหรือบริเวณลิ้นปี่หรืออาจปวดร้าวไปที่หัวไหล่ขวา
2. อ่อนเพลีย น้ำหนักลด และมีไข้ต่ำๆ ผื่นคันตามมือเท้าและที่ผิวหนัง
3. ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา อาจปวดร้าวไปที่ไหล่หรือลำตัวซีกขวา
4. อาจคลำพบก้อนในท้องใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่
5. ท้องมวน ท้องโต บวมบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง
6. ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเหลือง
การตรวจคัดกรองประกอบการวินิจฉัย มะเร็งตับ
- ตรวจเลือดดูระดับ AFP (Alpha Feto Protein) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง โปรตีนชนิดนี้จะไม่ถูกพบในคนปกติที่มีอายุมากกว่า 1 ปี
(มีพบในเลือดของทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ปี)
- การตรวจทำอัลตราซาว์ด เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ใช้ในการตรวจเบื้องต้น เพื่อดูการเติบโตที่ผิดปกติในตับได้
- การใช้ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computer Tomography Scan) หรือบางครั้งอาจใช้การตรวจด้วยคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า
(MRI) ซึ่งจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้น
- การตรวจด้วย PET/CT เป็นการตรวจที่รวมกันระหว่างการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ กับการตรวจพิเศษด้านเวชศาสตร์
นิวเคลียร์ที่เรียกว่า PET Scan
- การตรวจชิ้นเนื้อของตับ (Biopsy) เป็นการนำชิ้นเนื้อบางส่วนของก้อนเนื้อ ไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อดูลักษณะเซลล์
นอกจากนี้ยังอาจมีการตรวจอวัยวะอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่มีการกระจายไปยังอวัยวะที่สำคัญ เช่นการเอกซเรย์ปอด
และการสแกนกระดูก (Bone Scan)
การรักษาโรคมะเร็งตับชนิดเฮ็บปาโตม่า (Hepatoma หรือ Hepatocellular carcinoma)
การรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆเข้ามาประกอบ การรักษาโรคมะเร็งตับชนิดเฮ็บปาโตม่าที่มีในปัจจุบันได้แก่
1. วิธีการผ่าตัด สามารถผ่าได้ทั้งซีกขวาหรือซ้าย หรือเฉพาะกลีบของตับ (segment) ขึ้นกับขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง
มักทำในกรณีที่ตับของคนไข้ยังสามารถทำงานได้ดี
2. การผ่าตัดเปลี่ยนตับ ทำในผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งไม่ใหญ่มาก และยังไม่มีการกระจายของมะเร็งไปที่อวัยวะอื่น สามารถทำได้ใน
ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง มีภาวะการทำงานของตับไม่ดี มีตาเหลือง บวม หรือ มีน้ำในท้อง ซึ่งไม่สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการอื่น
3. การทำลายมะเร็งเฉพาะที่ด้วยการฉีดแอลกอฮอล์ (alcohol injection) ใช้ในมะเร็งที่มีขนาดเล็ก
โดยใช้เข็มเล็กๆแทงผ่านทางผิวหนังเข้าไปที่ก้อนและฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปบริเวณก้อน
4. การทำลายมะเร็งเฉพาะที่ด้วยการใช้ความเย็นหรือความร้อน ทำให้เนื้อเยื่อของมะเร็งและตับโดยรอบถูกทำลายไป วิธีที่นิยมใช้กันมาก
คือ การใช้คลื่นเสียงหรือคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency) หรือมักเรียก “อาเอฟเอ (RFA หรือ Radiofrequency ablation)”
ทำโดยแทงเข็มผ่านผิวหนังไปที่ก้อนมะเร็ง จากนั้นจะปล่อยคลื่นเสียงจากบริเวณส่วนปลายของเข็ม ก่อให้เกิดความร้อนโดยรอบ
ทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อมะเร็งที่ความร้อนไปถึง
5. การฉีดยาเคมีบำบัดเข้าหลอดเลือดแดงที่ตับโดยตรง หรือที่เรียกว่า วิธี “ทีโอซีอี (TOCE หรือ Transcatheter oily chemoembolization) หรือ ทีเอซีอี (TACE หรือ Trans-arterial chemoembolization) คือวิธีการให้ยาเคมีบำบัดหนึ่งถึงสองชนิดผ่านทางสายสำหรับให้ยา โดยการสวนสายเข้าทางหลอดเลือดแดงเข้าไปยังบริเวณหลอดเลือดที่เลี้ยงก้อนมะเร็ง
หลังจากนั้นจะทำการอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งด้วยสารบางชนิด มีผลทำให้ก้อนมะเร็งขาดเลือดไปเลี้ยง วิธีการนี้จะทำได้
ในกรณีที่ หลอดเลือดดำพอร์ทอลของผู้ป่วยยังทำงานได้ดีอยู่
6. การให้ยาเคมีบำบัด (systemic chemotherapy) เหมือนกับการให้ยาเคมีบำบัดทั่วไป คือ ให้ทางหลอดเลือดดำที่แขน ยาเคมีบำบัด
จะเข้าไปในทุกส่วนของร่างกาย สำหรับมะเร็งตับเอง ผลของการรักษาไม่ค่อยจะได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากเนื้อเยื่อมะเร็งเฮ็บปาโตม่า
มักไม่ค่อยจะตอบสนองต่อยา ยาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะการวิจัย หรือ ให้เพื่อประทังไปก่อน
7. การรักษาแบบมุ่งเป้าไปยังยีนหรือโปรตีนที่ก้อนมะเร็งใช้ในการเจริญและแบ่งตัวหรือที่เรียกกันว่า “ทาร์เก็ทเต็ดเทอราปี่
(Targeted Therapy)” โดยยาจะไปมีผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและยับยั้งการเจริญของหลอด เลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง
ทำให้เซลล์มะเร็งขาดอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยง ยาที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นยาเม็ดรับประทาน ยาประเภทนี้ไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยหาย
ขาดจากโรค แต่จะช่วยไม่ให้โรคกระจายไปเร็ว และช่วยยืดชีวิตผู้ป่วยได้
8. การรักษาตามอาการเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องทำการรักษาเฉพาะตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เมื่อมะเร็งนั้นเป็น
มากไม่สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการอื่นแล้ว
การดูแลตนเองหลังการรักษา
- สังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างและหลังได้รับการรักษา เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบประกอบการพิจารณาการรักษาของแพทย์
หากมีความผิดปกติที่รุนแรงควรแจ้งให้แพทย์หรือผู้ดูแลให้ทราบทันที ตัวอย่างอาการผิดปกติได้แก่ มีไข้สูง ปวดท้องอย่างรุนแรง
คลื่นไส้อาเจียนมาก ท้องเสียรุนแรง มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ เป็นต้น
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ข้าวกล้อง ผักใบเขียวแต่หากมีอาการท้องอืดมาก ควรเลือกผักที่ไม่มีเส้นใยมากนัก เช่น
กะหล่ำปลี ผักบุ้งจีน ผักกาดขาว เป็นต้น ผลไม้ หรือน้ำผลไม้ รับประทานอาหารที่สุกสะอาดปราศจากสิ่งปนเปื้อนและสารพิษ
- ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ ไม่ควรฝืนออกกำลังกายอย่างหนัก หรือเล่นกีฬาที่มีการแข่งขัน
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง คลื่นไส้อาเจียนมาก ท้องเสียหรือปวดท้องอย่างรุนแรง มีจุดเลือดออกตามผิวหนังหรือมีเลือด
ออกจากอวัยวะต่างๆ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
Copyright © 2009-2010 AIA www.thebest-insurance.com All rights reserved.